บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

คำสมาส-คำสนธิ

คำว่า “สมาส” พจนานุกรมให้ความหมายไว้ ดังนี้

สมาส น. การเอาศัพท์ตั้งแต่ ๒ ศัพท์ขึ้นไปมาต่อกันเป็นศัพท์เดียวตามหลักที่ได้มาจากไวยากรณ์บาลีและสันสกฤต เช่น สุนทร + พจน์ เป็น สุนทรพจน์ รัฐ + ศาสตร์ เป็น รัฐศาสตร์ อุดม + การณ์ เป็น อุดมการณ์. (ป., ส.).

ดังนั้น คำสมาสก็ควรจะมีความหมาย ดังนี้

คำสมาสเป็นคำที่สร้างขึ้นใหม่จากคำในภาษาไทย ที่ยืมมาจากคำในภาษาบาลีและสันสกฤต คำที่สร้างใหม่นี้ เสียงอ่านจะต่อเนื่องกัน

หลักสังเกตคำสมาส

๑. ต้องเป็นคำที่มาจากภาบาลีหรือสันสกฤตเท่านั้น
  • ราช + การ  =  ราชการ
  • กิจ +  กรรม  =  กิจกรรม
  • วาต +  ภัย  =  วาตภัย


๒. การอ่านคำสมาสจะอ่านเสียงสระเนื่องกัน 
  • ถาวรวัตถุ  อ่านว่า  ถา-วอ-ระ-วัด-ถุ
  • เทพบุตร  อ่านว่า  เทบ-พะ-บุด
  • ประวัติศาสตร์  อ่านว่า  ประ-หวัด-ติ-สาด
  • อุบัติเหตุ  อ่านว่า  อุ-บัด-ติ-เหด


๓. ความหมายหลักของคำอยู่ที่คำหลัง  คำหน้าจะเป็นคำขยายความหมาย
  • ราชการ  หมายถึง  งานของรัฐบาล
  • วีรบุรุษ  หมายถึง  ชายที่ได้รับยกย่องว่ากล้าหาญ
  • วรรณคดี  หมายถึง  เรื่องที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี


๔. คำบาลี –สันสกฤตที่มีคำ “พระ”  ซึ่งกลายเสียงมาจากคำบาลี-สันสกฤต “วร” ถือว่าเป็นคำสมาสด้วย เช่น พระกร  พระหัตถ์  พระชงฆ์   พระคทา  พระขรรค์

แต่ถ้านำหน้าภาษาอื่น  ไม่นับเป็นคำสมาส
  • พระเก้าอี้  -  เก้าอี้ (จีน)
  • พระเขนย  -  เขนย (เขมร)
  • พระอู่  -  อู่ (ไทย)
  • พระขนอง  -  ขนอง (เขมร)


๕. คำสมาสต้องไม่ประวิสรรชนีย์ระหว่างคำ
  • อิสระ + ภาพ  =  อิสรภาพ
  • พละ + ศึกษา  =  พลศึกษา
  • วีระ + ชน  =  วีรชน


๖. คำสมาสจะตัดตัวการันต์ระหว่างคำทิ้ง
  • เจดีย์ + สถาน  =  เจดียสถาน
  • ทิพย์ + เนตร  =  ทิพยเนตร
  • พิพิธภัณฑ์ + สถาน  =  พิพิธภัณฑสถาน


๗. คำที่ลงท้ายด้วยคำว่า  “ศาสตร์   กรรม   ภาพ    ภัย”  เป็นคำสมาส
  • ศิลปศาสตร์   มนุษยศาสตร์  เวชศาสตร์
  • โจรกรรม   ธุรกรรม   วีรกรรม
  • คุณภาพ   อัจฉริยภาพ   สมรรถภาพ



คำว่า “สนธิ” พจนานุกรมให้ความหมายไว้ ดังนี้

สนธิ น. ที่ต่อ, การติดต่อ; การเอาศัพท์ตั้งแต่ ๒ ศัพท์ขึ้นไปมาเชื่อมเสียงให้กลมกลืนกันตามหลักที่ได้มาจากไวยากรณ์บาลีและสันสกฤต เช่น พจน + อนุกรม เป็นพจนานุกรมราช + อุปถัมภ์ เป็น ราชูปถัมภ์ นว + อรห + อาทิ + คุณ เป็น นวารหาทิคุณ. (ป., ส.).

ดังนั้น คำสมาสก็ควรจะมีความหมาย ดังนี้

คำสนธิเป็นคำที่สร้างขึ้นใหม่จากคำในภาษาไทย ที่ยืมมาจากคำในภาษาบาลีและสันสกฤต คำที่สร้างใหม่นี้ มีการเชื่อมเสียงให้กลมกลืนกัน

หลักสังเกตคำสนธิในภาษาไทย

การสนธิแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1. สระสนธิ 2. พยัญชนะสนธิ 3. นฤคหิตสนธิ

1. สระสนธิ คือ การนำคำที่ลงท้ายด้วยสระไปสนธิกับคำที่ขึ้นค้นด้วยสระ ซึ่งเมื่อสนธิแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปสระตามกฎเกณฑ์

- ตัดสระพยางค์ท้ายคำหน้า แล้วใช้สระพยางค์หน้าคำหลัง เช่น
  • ราช + อานุภาพ  =  ราชานุภาพ
  • สาธารณ + อุปโภค  =  สาธารณูปโภค
  • นิล + อุบล  =  นิลุบล
  •  

- ตัดสระพยางค์ท้ายคำหน้า และใช้สระพยางค์ต้นของคำหลัง โดยเปลี่ยนสระพยางค์ต้นของคำหลัง
  • อะ  เป็น  อา 
  • อิ  เป็น  เอ
  • อุ  เป็น  อู
  • อุ, อู  เป็น  โอ 

เช่น
  • พงศ + อวตาร  =  พงศาวตาร
  • ปรม + อินทร์  =  ปรเมนทร์
  • มหา + อิสี  =  มเหสี


- เปลี่ยนสระพยางค์ท้ายของคำหน้าเป็นพยัญชนะ คือ
  • อิ อี       เป็น      ย
  • อุ อู       เป็น      ว


ใช้สระพยางค์ต้นของคำหลังซึ่งอาจเปลี่ยนรูปหรือไม่เปลี่ยนรูปก็ได้ ในกรณีที่สระพยางค์ต้นของคำหลังไม่ใช่ อิ อี อุ อู อย่างสระตรงพยางค์ท้ายของคำหน้า เช่น
  • กิตติ + อากร  =  กิตยากร
  • สามัคคี + อาจารย์  =  สามัคยาจารย์
  • ธนู + อาคม  =  ธันวาคม


คำสนธิบางคำไม่เปลี่ยนสระ อิ อี เป็น ย แต่ตัดทิ้ง ทั้ง สระพยางค์หน้าคำหลังจะไม่มี อิ อี ด้วยกัน เช่น
  • ศักดิ + อานุภาพ  =  ศักดานุภาพ
  • ราชินี+ อุปถัมภ์  =  ราชินูปถัมภ์
  • หัสดี + อาภรณ์  =  หัสดาภรณ์


2. พยัญชนะสนธิ คือการเชื่อมคำด้วยพยัญชนะเป็นการเชื่อมเสียง พยัญชนะในพยางค์ท้ายของคำแรกกับเสียงพยัญชนะหรือสระในพยางค์แรก ของคำหลัง เช่น

-สนธิเข้าด้วยวิธี โลโป คือลบพยางค์สุดท้ายของคำหน้าทิ้ง เช่น
  • นิรส + ภัย  =  นิรภัย
  • ทุรส + พล  =  ทุรพล
  • อายุรส + แพทย์  =  อายุรแพทย์


-สนธิเข้าด้วยวิธี อาเสโท คือแปลงพยัญชนะท้ายของคำหน้า เป็นสระ โอ แล้วสนธิตามปกติ เช่น
  • มนส + ภาพ  =  มโนภาพ
  • ยสส + ธร  =  ยโสธร
  • รหส + ฐาน  =  รโหฐาน


3. นฤคหิตสนธิ คือ การเชื่อมคำด้วยนฤคหิต เป็นการเชื่อมเมื่อพยางค์หลังของคำแรกเป็นนฤคหิตกับเสียงสระในพยางค์แรกของคำหลัง มี 3 วิธี คือ

1. นฤคหิตสนธิกับสระ ให้เปลี่ยนนฤคหิตเป็น ม แล้วสนธิกัน เช่น 
  • สํ + อาคม = สม + อาคม = สมาคม
  • สํ + อุทัย = สม + อุทัย = สมุทัย


2. นฤคหิตสนธิกับพยัญชนะของวรรค ให้เปลี่ยนนฤคหิตเป็นพยัญชนะตัวสุดท้ายของพยัญชนะในแต่ละวรรค ได้แก่
  • วรรคกะ เป็น ง
  • วรรคจะ เป็น ญ
  • วรรคตะ เป็น น
  • วรรคฏะ เป็น ณ
  • วรรคปะ เป็น ม


เช่น
  • สํ + จร = สญ + จร = สัญจร
  • สํ + นิบาต = สน + นิบาต = สันนิบาต


3. วรรคกะ เป็นสนธิกับพยัญชนะเศษวรรค ให้เปลี่ยนนฤคหิต เป็น ง   เช่น
  • สํ + สาร = สงสาร
  • สํ + หรณ์ = สังหรณ์

ข้อสอบการใช้คำ ชุดที่ 9

ขอให้ท่านทำข้อสอบก่อน โดยจดคำตอบไว้ แล้วไปดูเฉลยด้านล่าง

ข้อที่  1.  ข้อใดมีคำวิเศษณ์ประกอบนาม
ก.  เสื้อผ้า
ข.  หญ้าอ่อน
ค.  คนไทย
ง.  นกดุเหว่า

ข้อที่  2.  คำว่า “สวย” ในข้อใดเป็นคำกริยา
ก.  คนสวยเป็นอันตราย
ข.  สาวสวยเดินเล่น
ค.  ลูกสาวเขาสวยมาก
ง.  น้องแต่งตัวสวย

ข้อที่  3.  คำว่า “ขัน” ในข้อใดเป็นอกรรมกริยา
ก.  แม่ใช้ขันตักน้ำ
ข.  เขาเป็นคนขยันขันแข็ง
ค.  น้องกำลังขันตะปู
ง.  ไก่ขันแต่เช้าตรู่

ข้อที่  4.  ข้อใดเป็นสกรรมกริยาทั้งหมด
ก.  นั่ง   นอน   ไป
ข.  คือ   เหมือน   ยืน
ค.  กิน   เขียน   ตี
ง.  กำลัง   เดิน  จง

ข้อที่  5.  ข้อใดใช้คำบุพบทไม่ถูกต้อง
ก.  พี่มากับน้อง
ข.  ถวายของแก่พระสงฆ์
ค.  ทำคุณแก่คนพาล
ง.  คิดคดต่อมิตร

ข้อที่  6.  ข้อใดเป็นลักษณนามของ “เลื่อย”
ก.  อัน
ข.  เล่ม
ค.  ปื้น
ง.  ใบ

ข้อที่  7.  ข้อใดเป็นลักษณนามของ “ขลุ่ย”
ก.  อัน
ข.  ท่อน
ค.  ดุ้น
ง.  เลา

ข้อที่  8.  ข้อใดใช้ลักษณนามไม่ถูกต้อง
ก.  เกวียน 2 เล่ม
ข.  เรือน 2 หลัง
ค.  แหวน 3 วง
ง.  พระสงฆ์ 4 องค์


เฉลย

ข้อที่  1.  ข้อใดมีคำวิเศษณ์ประกอบนาม
ก.  เสื้อผ้า
ข.  หญ้าอ่อน
ค.  คนไทย
ง.  นกดุเหว่า

วิเคราะห์

คำวิเศษณ์ พจนานุกรมให้ความหมาย ไว้ดังนี้

วิเศษณ, วิเศษณ์  (ไว) น. คําจําพวกหนึ่ง ที่แต่งหรือขยายคํานาม คํากริยา หรือคําวิเศษณ์ เพื่อบอกคุณภาพหรือปริมาณ เป็นต้น เช่น คนดี นํ้ามาก ทําดี ดีมาก. (ส.).
อธิบายแบบไทยเป็นไทยก็คือ คำวิเศษณ์สามารถขยายคำนามก็ได้ คำกริยาก็ได้ และขยายคำวิเศษณ์ด้วยกันเองก็ได้

เทคนิคการจำ
คำขยายนั้น เมื่อพิจารณาในด้านของความหมายแล้ว  คำขยายจะไปจำกัดความหมายของคำนามให้แคบลง  เช่น
คำว่า “คน” หมายถึง คนทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใด  แต่เมื่อไหร่มีคำขยายเช่น “คนไทย” จะเห็นว่า ความหมายจำกัดขอบเขตลงมาเหลือแค่คนไทยเท่านั้น

เมื่อพิจาณาจากตัวเลือกจะเห็นว่า “หญ้าอ่อน”  มีความหมายจำกัดขอบเขตลงจากคำว่า “หญ้า” ข้อ ข. จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้อง
คำอื่นๆ ที่เหลือเป็นคำประสมทั้งหมด

ข้อที่  2.  คำว่า “สวย” ในข้อใดเป็นคำกริยา
ก.  คนสวยเป็นอันตราย
ข.  สาวสวยเดินเล่น
ค.  ลูกสาวเขาสวยมาก
ง.  น้องแต่งตัวสวย

วิเคราะห์

คำที่ตัวอักษรสีแดงคือคำกริยาของประโยค  ดังนั้น ข้อ ค. จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้อง

ข้อที่  3.  คำว่า “ขัน” ในข้อใดเป็นอกรรมกริยา
ก.  แม่ใช้ขันตักน้ำ
ข.  เขาเป็นคนขยันขันแข็ง
ค.  น้องกำลังขันตะปู
ง.  ไก่ขันแต่เช้าตรู่

วิเคราะห์

อกรรมกริยา คือ กริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับก็มีความหมายของประโยคครบถ้วนในระดับพื้นฐานแล้ว 
ในคำตอบด้านบน คำที่มีตัวอักษรสีแดง คือ กริยา  คำที่มีอักษรสีดำ ตัวหนา ขีดเส้นคือ กรรม
คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ ง.  ประโยค “ไก่ขัน” มีความหมายครบถ้วนในการเป็นประโยคแล้ว ส่วนข้อความ “แต่เช้าตรู่” เป็นคำขยายกริยาให้รู้ว่า ไก่ขันเวลาไหน

ข้อที่  4.  ข้อใดเป็นสกรรมกริยาทั้งหมด
ก.  นั่ง   นอน  ไป
ข.  คือ   เหมือน   ยืน
ค.  กิน   เขียน   ตี
ง.  กำลัง   เดิน  จง

วิเคราะห์

คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ ค.  ในการเป็นกริยาของประโยคนั้น
กิน  ต้องมีกรรมว่า กินอะไร
เขียน  ต้องมีกรรมว่า เขียนอะไร
ตี  ต้องมีกรรมว่า ตีอะไร

ข้อที่  5.  ข้อใดใช้คำบุพบทไม่ถูกต้อง
ก.  พี่มากับน้อง
ข.  ถวายของแก่พระสงฆ์
ค.  ทำคุณแก่คนพาล
ง.  คิดคดต่อมิตร

วิเคราะห์

คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ ข.  ประโยคที่ถูกเขียนดังนี้  ถวายของแด่พระสงฆ์
คำว่า “แด่” พจนานุกรม เขียนดังนี้
แด่   บ. แก่ (ใช้ในที่เคารพ).

ข้อที่  6.  ข้อใดเป็นลักษณนามของ “เลื่อย”
ก.  อัน
ข.  เล่ม
ค.  ปื้น
ง.  ใบ

วิเคราะห์

คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ ค. 

ข้อที่  7.  ข้อใดเป็นลักษณนามของ “ขลุ่ย”
ก.  อัน
ข.  ท่อน
ค.  ดุ้น
ง.  เลา

วิเคราะห์

คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ ง. 

ข้อที่  8.  ข้อใดใช้ลักษณนามไม่ถูกต้อง
ก.  เกวียน 2 เล่ม
ข.  เรือน 2 หลัง
ค.  แหวน 3 วง
ง.  พระสงฆ์ 4 องค์

วิเคราะห์

คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ ง. ประโยคที่ถูกต้อง เขียนดังนี้ พระสงฆ์ 4 รูป